ads compdd

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

Linux Mint อีกทางเลือกสำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ

  • OS Type: Linux
  • Based on: Debian, Ubuntu (LTS)
  • แหล่งกำเนิด: Ireland
  • Architecture: i386, x86_64
  • Desktop: Cinnamon, GNOME, KDE, MATE, Xfce
  • Category: Beginners, Desktop, Live Medium

    Linux Mint พัฒนาโดยใช้ Ubuntu เป็นพื้นฐาน ล่าสุดเป็นเวอร์ชั่น 17.3 สามารถติดตั้งได้ทั้งบนเครื่อง 32-bit และ 64-bit

    Linux Mint มีทางเลือกให้ผู้ใช้โปรแกรม Desktop Environment สองโปรแกรมที่แนะนำ คือ Mate และ Cinnamon โดยสามารถเลือกได้จากการดาวน์โหลดไฟล์ ISO
    Download : https://www.linuxmint.com/download.php

    Desktop Environment ต่างๆ
    Xfce Edition
    mint

    Cinnamon Edition
    thumb_15

    Mate Edition
    thumb_mate14

    KDE Edition
    thumb_kde13

    อ้างอิงจาก : http://distrowatch.com/

  • Beautiful, Lovely, Cute ...

    12483804_586129494868543_874569135_n12483699_586129578201868_1332796372_n12498967_586129571535202_1129329078_n12506521_586129348201891_5371214_n12506889_586129291535230_979261202_n12511612_586129201535239_1692402912_n12511729_586129311535228_491437177_n12511970_586129268201899_1436077904_n12516138_586129538201872_186008957_n

    รูปภาพได้มาจากการ ก๊อบปีีของเพจต่างๆ

    วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

    เลือกลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นให้เหมาะกับตัวคุณ


    เลือกลีนุกซ์ให้เหมาะกับตัวคุณอุปสรรค อันดับต้นๆ ที่รบกวนการเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ คงจะหนีไม่พ้นข้อสงสัยเบื้องต้นเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น ปัญหาหนึ่งก็คือ ลีนุกซ์มีให้เลือกเยอะแยะหลายตัว Red Hat บ้าง Ubuntu บ้าง แต่ละชื่อก็ไม่ค่อยจะคุ้นเอาเสียเลย แล้วควรจะเริ่มศึกษาตัวไหนก่อนดี บทความนี้จะช่วยให้คลายข้อสงสัยได้อย่างแน่นอนครับ
    นับตั้งแต่ปี คศ. 1994 ที่เคอร์เนลลีนุกซ์เวอร์ชั่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมา เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ว่าโปรแกรมเคอร์เนลขนาดจิ๋วนี้ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา โดยนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกจนมาถึงวันนี้ โปรแกรมเล็กๆ นี้ได้เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญของระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับ ความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตระบบปฏิบัติการลีนุกซ์นี้จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอีกมากในโลก อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์หากพิจารณาถึงองค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ โดยทั่วไปแล้ว ลำพังเฉพาะ “เคอร์เนล” เพียงชิ้นส่วนเดียวย่อมไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้ครบถ้วน จึงต้องอาศัยซอฟต์แวร์อื่นๆ อีกหลายส่วนเพื่อประกอบกันเป็นระบบปฏิบัติการที่สมบูรณ์ มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติงานตามความต้องการของผู้ใช้งานได้ตามจุด ประสงค์ของการใช้งาน ได้แก่ การเป็นเซิร์ฟเวอร์ในระบบเครือข่าย การใช้งานเดสทอปหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรืออาจประยุกต์ใช้งานเฉพาะด้าน เช่น การเป็นสมองกลฝังตัวในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้เคอร์เนลลีนุกซ์ทำงานเป็นระบบปฏิบัติการที่พร้อมใช้งานได้ จริง จะต้องมีโปรแกรมสนับสนุนระบบ โปรแกรมยูทิลิตี้ โปรแกรมประยุกต์ต่างๆ สำหรับงานบริการด้านต่างๆ และระบบการติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) รวมกันทำงานอย่างเป็นระบบดังนั้นการที่จะได้มาซึ่งซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์นั้น จำเป็นต้องนำเอาซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมากมารวบรวมกันเอาไว้เป็นชุดเดียวกัน จัดทำให้สะดวกต่อการติดตั้ง ปรับแต่ง และใช้งานโดยคนทั่วไปสามารถทำได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องใช้ความรู้ประสบการณ์เชิงเทคนิคอะไรมากมาย การเผยแพร่ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์โดยจัดทำเป็นชุดซอฟต์แวร์ “พร้อมใช้” นี้เอง เราเรียกกันว่า ลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่น ( Linux Distribution )จุดกำเนิดของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่น ลี นุกซ์ดิสทริบิวชั่นหรือเรียกสั้นๆ กันว่า “ลีนุกซ์ดิสโทร” เกิดจากความต้องการเผยแพร่ (Distribute) ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ให้เกิดความนิยมแพร่หลายออกไป คำว่า Distribution นี้เป็นความหมายกว้างๆ ครับ มีปรากฏในทุกแวดวงสังคม ตัวอย่างเช่น วงการแฟชั่น วงการดนตรี วงการศิลปะ ก็มีกลุ่มบุคคลที่ต้องการเผยแพร่แนวคิดของตนเองออกไปสู่คนอื่นๆ ในสังคมเช่นกัน สำหรับลีนุกซ์ดิสโทร ก็คือกลุ่มบุคคลที่ต้องการเผยแพร่ให้คนอื่นๆ หันมาสนใจและนำระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ไปใช้งานกันให้แพร่หลายมากขึ้นนั่นเอง แรงเสริมที่ทำให้เกิดลีนุกซ์ดิสโทรขึ้นนั้นมีดังนี้ครับอันดับ แรก เนื่องจากในยุคที่ลีนุกซ์เริ่มต้นใหม่ๆ นั้น ระบบอินเตอร์เน็ตยังมีความเร็วไม่มากนัก จึงไม่สะดวกเลยที่จะดาวน์โหลดเคอร์เนลลีนุกซ์และส่วนประกอบต่างๆ มาติดตั้งใช้งาน เพราะกว่าจะครบสมบูรณ์เป็นรูปเป็นร่างได้ก็ใช้เวลานานทีเดียว การจัดจำหน่ายซีดีรอมชุดติดตั้งโปรแกรมลีนุกซ์จึงเป็นหน้าที่สำคัญอันดับแรก ของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นประการที่สอง ในยุคเริ่มแรกนี้เช่นกันที่โปรแกรมต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ยังคงอยู่ในช่วงของการพัฒนาไปตามกำลังของผู้พัฒนาโปรแกรมจากทั่วโลก ดังนั้นการนำไปใช้งานนั้นจะมีสภาพที่ค่อนข้าง “ดิบ” อยู่พอสมควร ผลงานซอฟต์แวร์ที่แจกจ่ายกันจึงอยู่ในสภาพของ โปรแกรมต้นฉบับ (source code) เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการนำไปใช้งานจะต้องผ่านขั้นตอนทางเทคนิคที่เรียกว่า “การคอมไพล์โปรแกรม” ( Program Compilation ) จึงทำให้ไม่สะดวกหรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในกลุ่ม ผู้ใช้หน้าใหม่อย่างรวดเร็วตามเป้าหมายของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่น ดังนั้นกลุ่มลีนุกซ์ดิสโทรจึงต้องเตรียมซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของตนเองให้ อยู่ในสภาพ “พร้อมใช้” อย่างแท้จริงจึงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ประการ ที่สาม ขั้นตอนการติดตั้งที่แสนยุ่งยากของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ จะต้องถูกออกแบบใหม่ให้ง่ายที่สุดไม่ต่างอะไรจากการเรียกคำสั่ง Setup ในการติดตั้งวินโดวส์ รวมไปถึงการตั้งค่าต่างๆ การใช้งานและการปรับแต่งระบบ เพียงบูตด้วยแผ่นซีดีรอม คลิ๊ก Next ไปเรื่อยๆ แล้วท่านจะได้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ที่ต้องการ พูดง่ายๆ ว่า ลีนุกซ์ดิสโทรจะต้องเป็นการทำให้การใช้งานลีนุกซ์เป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับบุคคลทั่วไปนั่นเองดังนั้น ลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่น จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันเป็นองค์กร มีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ระบบปฏิบัติการที่ใช้ลีนุกซ์เป็นเคอร์เนลแก่ บุคคลทั่วไปให้เกิดการใช้งานแพร่หลาย โดยดำเนินงานภายใต้ข้อกำหนดของชุมชนโอเพ่นซอร์สและฟรีซอฟต์แวร์ ซึ่งในปัจจุบันมีลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ท่านสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นทุกรายที่มีใน โลกนี้ได้จากเว็บไซต์http://distrowatch.comคุณลักษณะที่ดีของลีนุกซ์ดิสโทร ลี นุกซ์ดิสโทรที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ทำให้ยากต่อการตัดสินใจเลือกนำมาใช้ อาศัยฟังคนนั้นแนะนำ คนนี้เชิญชวน อีกคนโม้ให้ฟัง ก็ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี การกำหนดคุณลักษณะที่ดีของลีนุกซ์ดิสโทรจึงเป็นเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณา คัดเลือกข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีหลักการ เราสามารถแบ่งคุณลักษณะของลีนุกซ์ดิสโทรออกได้ 5 ด้าน ดังนี้
    1. วิธีการติดตั้ง (Installation Method) ขั้นตอนการติดตั้งนั้นถือว่าเป็นด่านแรกที่จะตัดสินได้เลยว่า ลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นใดเหมาะสมกับตัวเรา มีคุณภาพเป็นอย่างไร บางดิสทริบิวชั่นมีโปรแกรมช่วยให้ขั้นตอนการติดตั้งทำได้ง่ายมาก มีคำบรรยายตลอดทุกหน้าจอ แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อนก็ทำได้ด้วยตนเอง แต่บางดิสโทรกลับติดตั้งยากมากขนาดทำให้นักคอมพ์ระดับ “เซียน” กลายเป็นนักคอมพ์ระดับ “ซึม” ไปได้เลยก็มี ดังนั้นคุณสมบัติด้านการติดตั้งจะสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายและเทคโนโลยีของลี นุกซ์ดิสโทรนั้นอย่างเห็นได้ชัด
    2. ความง่ายในการใช้งาน (Ease of using) บางดิสโทรออกแบบมาให้ใช้งานแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative) คือ เมื่อ 10 ปีก่อนเคยเป็นอย่างไรวันนี้ก็ยังคงใช้งานอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้ใช้ยากในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่บางดิสโทรก็ใช้ง่ายมาก คลิ๊กหนึ่งได้เมล์เซิร์ฟเวอร์ คลิ๊กอีกทีได้ไฟร์วอลล์ ทั้งนี้ย่อมมีข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดแตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องพิจารณาเองว่าแค่ไหนจึงจะมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับงานของเรา
    3. ซอฟต์แวร์ที่จัดมาให้ (Bundle Software) และวิธีการสนับสนุนซอฟต์แวร์ (Supported Software) ถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเพราะว่า หากมีเพียงระบบปฏิบัติการคงทำงานอะไรไม่ได้จำเป็นจะต้องมีโปรแกรมใช้งาน ต่างๆ ยูทิลิตี้ช่วยอำนวยความสะดวกระหว่างการใช้งานด้วย บางลีนุกซ์ดิสโทรมาพร้อมกับซอฟต์แวร์สารพัดชนิดอัดแน่นอยู่ในแผ่นดีวีดี รวมแล้วมากกว่า 3500 โปรแกรมก็มี แต่บางดิสโทรอาจมีเพียงตัวระบบปฏิบัติการล้วนๆ ส่วนโปรแกรมใช้งานต้องไปหาเอาเองหรือมีข้อจำกัดในการติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่ม เติมในภายหลัง อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ การจัดการแพคเกจซอฟต์แวร์ (Software Package) ซึ่งแต่ละดิสโทรมีระบบที่แตกต่างกัน เช่น RPM ,Emerge ,Chkinstall, Deb เป็นต้น ซึ่งมีผลต่อการหาโปรแกรมต่างๆ มาใช้งานของเราในอนาคต
    4. การสนับสนุนทางเทคนิคระหว่าง การใช้งาน ( Technical Support ) การให้บริการแก่ผู้ใช้งานเป็นอีกภารกิจหนึ่งของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นที่มี ความสำคัญมาก เพราะจะสะท้อนให้เห็นคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตัวนั้นโดยตรง การสนับสนุนนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การสนับสนุนเชิงพาณิชย์ (Commercial Support ) หมายถึง ผู้ใช้บริการจะต้องซื้อบริการในลักษณะการลงทะเบียนผลิตภัณฑ์หรือเซ็นสัญญา รายปีกับลีนุกซ์ดิสโทรนั้นๆ จึงจะได้รับการบริการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ อีกประเภทหนึ่งคือ การสนับสนุนโดยชุมชนเอง (Community Support) หมายถึง กลุ่มผู้ใช้งานลีนุกซ์ดิสโทรนั้นต้องรวมตัวกันเอง ช่วยเหลือ เกื้อกูลกันเองในยามที่มีปัญหาการใช้งาน ซึ่งย่อมไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้น แต่คุณภาพของบริการก็ไม่สามารถรับประกันได้เช่นกัน
    5. การดำเนินงานเชิงธุรกิจ (Business) ความหมายของ Business นี้ ไม่ได้หมายถึง ตัวเงินเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่หมายถึง กลไกการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นเอง คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดและบรรลุเป้าหมายได้ หากขาดการสนับสนุนหรือผลตอบแทนที่จะนำมาหล่อเลี้ยงให้องค์กรดำรงอยู่และขับ เคลื่อนต่อไปได้ ดังนั้นหากลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นใดก็ตามที่ไม่มี Business หรือไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ก็จะเสื่อมถอยและล้มหายไปในที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ RedHat Linux ที่นำกิจการเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีสินค้าและบริการอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในบรรดาลีนุกซ์ดิสโทรทั้งหมด ตัวอย่างที่ไม่ดีมีเยอะกว่ามากครับ ตั้งแต่ Mandrake Linux ที่ต้องขอ Donate เพื่อรักษาบริษัทไว้ Yoper Linux ผู้เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่มาแรงและไปไวมาก คุณคงไม่อยากเปลี่ยนดิสโทรบ่อยๆ ใช้มั๊ยครับ
    บุคลิกภาพเฉพาะของลีนุกซ์ดิสโทร คุณลักษณะ ทั้ง 5 ด้านของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นนี้ น่าจะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกลีนุกซ์ที่เหมาะกับตัวของคุณและงานของ คุณได้ อย่างไรก็ตามยังมีแง่มุมบางอย่างที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมอีก ด้วย สิ่งนั้นก็คือ บุคลิกภาพเฉพาะของลีนุกซ์ดิสโทรตามที่เรา พอจะเห็นภาพแล้วว่า แต่ละลีนุกซ์ดิสโทรก็คือ กลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันสร้างระบบปฏิบัติการสำเร็จรูปของตนเองขึ้น (โดยเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้เคอร์เนลลีนุกซ์) ดังนั้นแต่ละดิสโทรย่อมมีความแตกต่างกัน มีเอกลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ แนวทางในการพัฒนาและเผยแพร่ที่แตกต่างกันออกไปตามเจตนารมณ์และศักยภาพของแต่ ละกลุ่ม เมื่อเวลาผ่านไปภาพเหล่านี้ก็ชัดเจนขึ้นจนกลายเป็น “บุกคลิกภาพเฉพาะ” ของแต่ละลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นในที่สุดจาก การที่ได้รวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พอสรุปบุคลิกภาพเฉพาะของบรรดาลีนุกซ์ดิสโทรที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ได้ค่อนข้างชัดเจน ดังนี้Slackware Linux อนุรักษ์นิยมที่สุด Slackware Linux เป็นลีนุกซ์ดิสโทรที่เก่าแก่มากที่สุด แต่ก็ยังสามารถครองความนิยมไว้ได้ในอันดับต้นๆ อย่างเหนียวแน่น บุคลิกภาพสำคัญของ Slackware คือ “Conservative” หรืออนุรักษ์นิยมค่อนข้างมากถึงมากที่สุด สังเกตจากเว็บไซต์สีขาวดำเรียบๆ ไม่เน้นสีสรร มีรูปแบบการติดตั้งและใช้งานแบบเท็กซ์โหมดเป็นหลัก ถึงแม้จะมีระบบจัดการซอฟต์แวร์แพคเกจเป็นของตัวเองแต่การติดตั้งซอฟต์แวร์ก็ ยังมีความใกล้เคียงกับการคอมไพล์โปรแกรมเองอย่างมาก ถ้าคุณชอบสภาพแบบเดิมๆ เหมือนย้อนไปยุคเริ่มต้นของลีนุกซ์ เน้นการใช้งานแบบตรงไปตรงมา พร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ด้วยความท้าทาย และลงมือจัดการทุกๆ ปัญหาได้ด้วยตนเองแล้วล่ะก็ ลีนุกซ์ดิสโทรเก๋าๆ อย่าง Slackware นี่แหละคือเพื่อนตายของคุณMandrake Linux ติดขอบเทคโนโลยี Mandrake Linux ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นชื่อ Mandriva Linux เป็นลีนุกซ์ดิสโทรที่มีบุคลิกที่สุดสำอาง เริ่มพัฒนามาพร้อมๆ กับ Red Hat Linux แต่มีแนวทางเป็นของตนเอง และไม่คิดตามหลังใคร มิหนำซ้ำยังหาญกล้านำเทคโนโลยีใหม่ๆ มารวมไว้ก่อนดิสโทรอื่นเสมอๆ จนทำให้มีหมายเลขเวอร์ชั่นหนีห่างจาก Red Hat ชนิดไม่เห็นฝุ่น ความที่เน้น Cutting-Edge Technology เช่นนี้มากจนเกินไป จนลืมให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการจึงทำให้ขาดทุนและเกือบต้องเลิกกิจการ ไป หลังจากได้รับการบริจาคเงินช่วยเหลือและต่อมารวมกิจการกับ Connectiva Linux จนเป็น Mandriva Linux แล้ว ลีนุกซ์ดิสโทรนี้ก็ยังคงมีลักษณะที่เน้นการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำหน้าคู่แข่ง เสมอมา ถ้าคุณชอบความล้ำสมัย มีสีสรร และรูปลักษณ์สวยหมดจด Mandriva Linux นี่แหละ..ใช่เลย Red Hat / Fedora Core Linux ยึดเดินทางสายกลาง Red Hat เป็นลีนุกซ์ดิสโทรที่มีความมั่นคงในการดำเนินงานมากที่สุด ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ตรงกันข้ามกลับครองความยิ่งใหญ่ในธุรกิจโอเพ่นซอร์ส จนมีการเปรียบเทียบว่า ถ้าไอบีเอ็มเป็นยักษ์สีฟ้าในวงการคอมพิวเตอร์ Red Hat ก็เป็นยักษ์สีแดงของวงการโอเพ่นซอร์ส เหตุที่ Red Hat มีสถานภาพเช่นนี้ได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง 5 ด้าน ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ผมเชื่อว่าเกิดจากบุคลิกภาพเฉพาะที่เด่นชัดของ Red Hat Linux คือ การเดินทางสายกลาง กล่าวคือ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นRed Hat Linux จะไม่จับมาใส่ในผลิตภัณฑ์ของตนเองและรีลีสเวอร์ชั่นใหม่เร็วจนเกินไป แต่จะทิ้งระยะห่างพอสมควรจนกระทั่งแน่ใจจึงจะโปรโมตเทคโนโลยีนั้นอย่างเต็ม ตัว Red Hat Linux มีความเป็นธุรกิจการค้าอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ NYSE ด้วยชื่อ Symbol ใหม่ คือ RHT ล่าสุดยังติดอันดับ Nasdaq-100 อีกต่างหาก ถ้าสำรวจดูสินค้าและบริการรวมทั้งการจัดฝึกอบรมและประกาศนียบัตรรับรองความ สามารถด้านลีนุกซ์ RHCE ที่มีศูนย์อยู่ทั่วโลก คงรับประกันความมั่งคั่งและมั่นคงของลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นนี้ได้เป็นอย่างดี Red Hat Linux ในปัจจุบันได้แบ่งสายการพัฒนาออกเป็น 2 ส่วน คือ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) ซึ่งเป็นสินค้า (Products) กับ Fedora Core Linux ซึ่งเป็นโครงงานพัฒนาที่ Red Hat ให้การสนับสนุน (Projects) โดย RHEL จะรีลีสรุ่นใหม่ทุกๆ ระยะเวลาประมาณ 2 ปี ส่วน Fedora Core จะมีลักษณะคล้ายงานวิจัยพัฒนาที่ชุมชนโอเพ่นซอร์สจะใช้ประโยชน์ร่วมกัน (ใช้ฟรี) จึงมีความทันสมัยกว่าและออกรุ่นใหม่ทุกๆ 6 เดือน เทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับแล้วใน Fedora Core จะถูกนำไปปรับปรุงและปรากฏใน RHEL รุ่นถัดไปในที่สุด ความแตก ต่างระหว่าง RHEL กับ Fedora Core Linux ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ RHEL เป็นสินค้าที่ต้องซื้อพร้อมสิทธิ์ในการใช้งานและขอรับการสนับสนุนหลังการขาย ส่วน Fedora Core สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในเรื่องของประสิทธิภาพ RHEL จะมีการปรับแต่ง (Optimization) ให้ทำงานในฐานะเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะในขณะที่ Fedora Core มีคุณสมบัติที่หลากหลายสำหรับงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเซิร์ฟเวอร์ เดสทอป หรือด้านมัลติมีเดีย สุดท้ายในเรื่องของการรับประกันคุณภาพ RHEL จะผ่านกระบวนการทดสอบและรับรองความสามารถ (Test and Certified) จากผลิตภัณฑ์ชั้นนำของพาร์ทเนอร์ของ Red Hat เช่น IBM ,Oracle ,Sun ,HP ว่าสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ Fedora Core ไม่มีการรับรองดังกล่าวดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Red Hat Linux จะเป็นลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นที่เป็นที่นิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลก และถูกนำไปพัฒนาเป็นลีนุกซ์ดิสโทรอื่นๆ อีกหลายดิสโทร เช่น Linux TLE ,Turbo Linux ,OpenNA Linux เป็นต้น จนรูปแบบการติดตั้งและใช้งาน Red Hat Linux ได้กลายเป็นที่คุ้นเคยโดยเฉพาะในเมืองไทย ถ้าคุณต้องการใช้งานลีนุกซ์ที่มีเพื่อนร่วมวงการจำนวนมากและมีผู้พัฒนาเป็น องค์กรที่มั่นคง Red Hat Linux คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ณ เวลานี้Debian Linux ความเสถียรที่ท้าให้พิสูจน์ Debian Linux เป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาลีนุกซ์และดำรงรักษาความเป็น Free Software ไว้อย่างเหนียวแน่นที่สุด คุณจะไม่มีทางเห็นการจำหน่าย Debian Linux ในเชิงการค้าจากองค์กรนี้อย่างเด็ดขาด ดังปรากฏใน Social Contract ในเว็บไซต์ของ Debian (http://www.debian.org) โดยที่มาของชื่อของลีนุกซ์ดิสโทรนี้มาจากผู้ก่อตั้งคือ Deb และ Ian Murdockเช่น เดียวกับ Red Hat , Debian เป็นดิสโทรที่พัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดขึ้นในวงการลีนุกซ์เป็นอย่างมาก เช่น มีระบบจัดการซอฟต์แวร์แพคเกจ ระบบการติดตั้ง และยูทิลิตี้สำคัญๆ เป็นเทคโนโลยีของตนเอง จนกลายเป็นรูปแบบการใช้งานที่เป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานของการใช้งานลีนุกซ์เช่น เดียวกับกลุ่ม Red Hat ได้สร้างไว้ ภาพดังกล่าวนี้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อข้อสอบ Linux Certified ของ LPI ได้แบ่งข้อสอบออกเป็น 2 ชุด คือ ข้อสอบสำหรับผู้ชำนาญ Red Hat กับข้อสอบสำหรับผู้ชำนาญ Debian ให้เลือกกันอย่างเด็ดขาดไปเลยบุคลิกภาพ เฉพาะของ Debian Linux อยู่ที่ความเสถียร (Stable) ของซอฟต์แวร์ทั้งหลายที่เป็นผลงานขององค์กรนี้ ทั้งตัวระบบปฏิบัติการเองและซอฟต์แวร์แพคเกจที่มีมากกว่า 15490 รายการ ความพิถีพิถันในการพัฒนาแก้ไขปรับปรุงซอฟต์แวร์ทุกตัวให้มีความเชื่อถือได้ มากที่สุดนี้เอง ทำให้ Debian มีรีลีสที่ Stable จริงๆ ออกมาช้ากว่าดิสโทรอื่นๆ มาก ซึ่งรุ่นล่าสุดขณะเขียนบทความนี้ คือ 3.1 เท่านั้น ในขณะที่ลีนุกซ์ดิสโทรอื่นๆ ทิ้งห่างไปถึงเวอร์ชั่น 10 กว่ากันแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นหาก Debian ไม่ฟรีจริง ไม่ดีจริง คงไม่ถูกนำไปเป็นฐานในการพัฒนาลีนุกซ์ดิสโทรอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ Ubuntu ,MEPIS ,KNOPPIX ซึ่งล้วนเป็นลีนุกซ์ดิสโทรแนวหน้าทั้งสิ้นDebian Linux จึงมีลักษณะเป็นดิสโทรพื้นฐานที่พร้อมนำไปประยุกต์ใช้งานได้อเนกประสงค์ มีรูปแบบการใช้งานแบบค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เช่นเดียวกับ Slackware เปิดโอกาสให้คุณได้ล้วงลึกลงไปได้ทุกซอกทุกมุม ถ้าคุณชอบสวมบท “ผู้สร้าง” มากกว่าที่จะเป็นแค่ “ผู้ชม” ขอให้ดาวน์โหลด Debian Linux มาติดตั้งได้เลยครับ ต้องการเนื้อที่แค่ซีดีรอมแผ่นเดียวเท่านั้นSuSE Linux หรูหรามีระดับ SuSE เป็นลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเยอรมัน ดินแดนที่มีความตื่นตัวเรื่องซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สมากที่สุดในโลก การเดินทางของ SuSE นั้นยาวไกลพอๆ กับลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นที่ได้แนะนำไปแล้วทุกตัว และได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ต้องได้รับการคาราวะจากชาวลีนุกซ์มากมายหลาย ชิ้นงาน สมกับเป็นลีนุกซ์ที่มาจากศูนย์กลางเทคโนโลยีแทบทุกแขนง ได้แก่ สุดยอดระบบ Audio สำหรับลีนุกซ์ที่ชื่อว่า ALSA Project ที่ทำให้ค้นพบข้อยุติในปัญหาการใช้ระบบเสียงในลีนุกซ์ไปตลอดกาล แนวความคิดการใช้งาน ติดตั้งและคอนฟิกระบบทั้งหมดได้ด้วยเครื่องมือหลักเพียงตัวเดียวที่ชื่อว่า YaST (Yet Another Setup Tools)ความประณีตสวยงามที่แสดงผลบน ขั้นตอนติดตั้งและเดสทอปของ SuSE Linux อาจจะทำให้หลงเสน่ห์ระบบปฏิบัติการสัญชาติเยอรมันนี้ได้ทันทีที่ได้สัมผัส และด้วยคุณภาพที่เชื่อถือได้ประกอบกับเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยม ในแถบยุโรป จึงทำให้ SuSE Linux ได้รับการประกาศให้เป็นระบบปฏิบัติการในหน่วยงานภาครัฐของกลุ่มประเทศยุโรป หลังจากนั้นไม่นานนัก Novell Inc. ได้เข้าซื้อกิจการของ SuSE จึงทำให้ปัจจุบัน SuSE Linux ได้กลายเป็นลีนุกซ์ดิสโทรที่เป็นมีอนาคตที่สวยงามพอๆ กับเดสทอปของตนเอง โดยมี OpenSUSE 10.2 เป็นโปรเจคสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (Community Release) ได้ร่วมพัฒนาไปพร้อมกับ Novell ถ้าความสวยงาม ใช้งานง่าย และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นสิ่งที่คุณต้องการแล้วล่ะก็ OpenSUSE เป็นลีนุกซ์ดิสโทรที่ตอบสนองได้ครบถ้วนที่สุด นอกจากนี้ SuSE ยังมีชื่อเสียงมากในเรื่องการสนับสนุนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้อย่างยอดเยี่ยม และผลงานที่โดดเด่นน่าจับตามากที่สุดในเวลานี้คงหนีไม่พ้น AppArmor ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Name-based Security ที่จะมาเป็นคู่แข่งของ SELinux พูดถึง SuSE Linux ทีไรก็ทำให้นึกถึงรถยนต์หรูค่ายเยอรมันทุกที แนวทางการเลือกลีนุกซ์ดิสโทร คง จะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วนะครับว่า ลีนุกซ์แต่ละดิสทริบิวชั่นนั้น ต่างก็มีบุคลิกภาพเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป เมื่อต้องเลือกใช้งานก็ต้องพิจารณาในหลายๆ ด้านไม่ต่างอะไรกับการเลือกบ้าน เลือกรถยนต์ หรือสินค้าต่างๆ สำหรับแนวทางที่จะเลือกใช้งานลีนุกซ์นั้น อาจแบ่งได้ 3 แนวทางใหญ่ๆ ครับ
    1. ยึดตัวเราเองเป็นหลัก หลักการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ลองทำความคุ้นเคยกับลีนุกซ์มาบ้างแล้ว โดยถือคติที่ว่า ตนเป็นที่พึงแห่งตน ถ้าเราถนัดที่จะใช้ลีนุกซ์ดิสโทรไหนก็จงฝึกฝนวิทยายุทธ์ ให้เชี่ยวชาญ ถึงใครจะว่าอย่างไรก็อย่าไปสนใจ การเปลี่ยนดิสโทรบ่อยๆ จะทำให้เราเสียเวลาไม่ใช่น้อยที่จะศึกษาลองผิดลองถูก เชื่อมั่นเถอะครับว่า ไม่ว่าจะเป็นงานด้านใดก็ตามทุกลีนุกซ์ดิสโทรทำงานได้ดีพอๆ กันทั้งหมด จะร้ายหรือดีก็อยู่ที่ตัวเราเองจะกุมบังเหียนมันได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญอยู่ที่ชั่วโมงบินของเราเองเท่านั้น
    2. เลือกดิสโทรที่สอดคล้องกับ นโยบายของหน่วยงาน องค์กรที่เราทำงานอยู่กำหนดนโยบายอย่างไร ผู้ดูแลระบบก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ดูแลระบบหลายๆ ท่านทำให้ทราบนโยบายที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ไม่มีนโยบายอะไรแอดมินจะทำอย่างไรใช้อะไรก็ได้ขอให้งานสำเร็จไม่มี ปัญหาก็พอแล้ว บางหน่วยงานเข็ดขยาดกับการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ของลีนุกซ์บางดิสโทรหันไปเลือกดิสโทรที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมก็มี บางบริษัทถูกกำหนดโดยแอปพลิเคชั่นจากบริษัทแม่จากเมืองนอกมาแล้วว่าต้องใช้ ดิสโทรนี้เท่านั้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือส่วนใหญ่จะเน้นว่าฟรีและฝ่ายเทคนิคในหน่วยงานสามารถดูแลได้เอง
    3. เลือกจากกลุ่มดิสโทรที่ใกล้ เคียงกัน หลักการนี้ผู้เริ่มต้นใหม่ควรพิจารณาให้ดี เพราะถ้าสังเกตดูจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าลีนุกซ์ดิสโทรแต่ละรายจะมี “สไตล์” หรือ “บุคลิกภาพเฉพาะ” ต่างกันไป 3-4 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นตระกูล Red Hat based ได้แก่ RHEL, Fedora Core, Mandriva และ OpenSUSE ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีโครงสร้างและวิธีการใช้งานใกล้เคียงกัน กลุ่มที่สองเป็นตระกูล Debian based ได้แก่ Debian ,Ubuntu, Knoppix เป็นกลุ่มที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในเมืองไทย และกลุ่มสุดท้ายเป็นพวกที่มีผู้ใช้งานน้อยกว่า 2 กลุ่มแรก ได้แก่ Slackware, Gentoo, Yoper เป็นกลุ่มที่มีวิธีใช้งานแปลกแตกต่างออกไปมากแต่ก็เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ศึกษาในเบื้องลึกหรือใช้งานเฉพาะด้าน
    เลือกลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นให้เหมาะกับตัวคุณ เมื่อ ได้แนวทางอย่างคร่าวๆ แล้ว ก่อนจะฟันธงลงไปว่าจะเลือกลีนุกซ์ดิสโทรใดเป็นกระบี่คู่ใจ ก็ขอให้ย้อนกลับไปเช็คกับ “คุณลักษณะที่ดีของลีนุกซ์ดิสโทร” ที่ได้แนะนำไปแล้ว เริ่มตั้งแต่
    1. คุณสมบัติด้านการติดตั้ง มีการติดตั้งที่สะดวกสามารถปรับแต่งได้ง่ายไม่มีปัญหากับฮาร์ดแวร์ของเราและ ใช้เวลาติดตั้งอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น Red Hat มีโปรแกรมติดตั้งแบบกราฟฟิก ส่วน Debian ใช้เวลาติดตั้งน้อยกว่ามากแต่มีหน้าจอแบบตัวอักษร (Text Mode) ที่ใช้ยากกว่า
    2. ความง่ายในการคอนฟิก อาจจะลองอ่านเอกสารคู่มือของแต่ละดิสโทรว่าค่ายไหนที่เราอ่านแล้วเข้าใจ สามารถคอนฟิกใช้งานได้ง่ายตรงตามสไตล์ของเรา เช่น Red Hat มีคู่มือในรูปแบบไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดอ่านได้ฟรี ในขณะที่ SuSE มีโปรแกรม YaST ที่ช่วยในการเซ็ตค่าต่างๆ
    3. จำนวนซอฟต์แวร์ที่สนับสนุน สำรวจดูให้แน่ใจจากเว็บไซต์ของแต่ละดิสโทรว่ามีซอฟต์แวร์มากพอที่จะติดตั้ง ใช้งานภายหลังได้อย่างไม่ติดขัด เช่น Fedora Core มีโปรเจค Fedora Extras รองรับโปรแกรมแอปพลิเคชั่นที่เพิ่มเติมขึ้น ส่วน Debian มีกลไกการโหลดโปรแกรมผ่านอินเตอร์เน็ตมาติดตั้งเป็นธรรมชาติของมันเลยที เดียว
    4. การสนับสนุนทางเทคนิค การมีที่ปรึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก หลายๆ ดิสโทรไม่ประสบความสำเร็จเพราะหาเพื่อนร่วมทางไม่ได้นั่นเอง สำหรับในเมืองไทยถ้าโพสต์ถามเกี่ยวกับ Red Hat น่าจะได้คนมาช่วยเหลือเยอะกว่าถามเรื่อง Debian หรือ Slackware
    5. การทำธุรกิจของลีนุกซ์ดิสโทร การที่เราเลือกใช้งานลีนุกซ์ดิสโทรที่มีบริษัทใหญ่หนุนหลังย่อมอุ่นใจกว่า ดิสโทรที่เป็นองค์กรอิสระ แต่บางท่านอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ชุมชนโอเพ่นซอร์สมีวิธีที่จะคัดค้านการแปลงสภาพจาก Free Software ไปเป็น Commercial Software ดังเห็นได้จากกรณีของ Fedora Core และ OpenSUSE เป็นข้อยืนยันได้ดี
    ทุกวันนี้ลีนุกซ์ดิสทริ บิวชั่นหน้าใหม่ยังคงแจ้งเกิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีรูปแบบและจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป รอให้เราได้ค้นหาและทดลองใช้อย่างไม่มีสิ้นสุด แต่ลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่นใดจะเป็นดิสโทรที่ดีที่สุด คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่ากับตัวคุณเอง

    ก่อนจะออกเดินทางบนเส้นทางสายลีนุกซ์



    ท่ามกลางกระแสแห่ง เทคโนโลยีที่พัดผ่านอยู่รอบ ๆ ตัวของเรา พัฒนาการด้านคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์อันเป็นนวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการดำรงชีวิตประจำ วันของเราใน ทุก ๆ ด้าน ทั้งทางตรง และทางอ้อม และนับวันยิ่งมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สังคมรอบ ตัวเรากำลังถูกหลอมรวมกับสิ่งที่เรียกว่าซอฟต์แวร์จนแทบแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน เครื่องเอทีเอ็ม อินเตอร์เน็ต อีเมล์ เกมส์ออนไลน์ การส่ง SMS ฯลฯเช่นเดียวกับในระยะเวลาหลายปีที่ ผ่านมา ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟต์ได้เข้า มามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรา ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์วินโดวส์ เป็นต้นกำเนิดของงานสร้างสรรค์นานับประการทางด้านคอมพิวเตอร์ เป็นศูนย์กลางของ ซอฟต์แวร์นานาชนิดที่นำมาซึ่งการพัฒนาด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้านธุรกิจ วิศวกรรม อุตสาหกรรม สื่อสาร ศิลปะและความบันเทิงบน เส้นทางการพัฒนาย่อมมีทางเลือกที่แตกต่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ คือ ทางเลือกใหม่ที่ผู้พัฒนาระบบ และผู้ใช้คอมพิวเตอร์หันมาให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น ในช่วง
    2-3 ปีที่ผ่านมา และมีความคาดหวังที่จะนำมาใช้งานทดแทนระบบปฏิบัติการเดิมที่ใช้อยู่ ด้วยเหตุผลสำคัญเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น หากมองอย่างผิวเผินพิจารณาดูแล้วอาจเป็นเรื่องง่าย ที่จะ "ลอง" ของใหม่ซักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการลองของ "ฟรี" อย่างระบบปฏิบัติการลีนุกซ์
    แต่ ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว ในความง่ายที่จะลองนั้น อาจจะมีอุปสรรค เงื่อนไข ความซับซ้อน และการลงทุน ที่ซุกซ่อนอยู่ก็ได้ หากเปรียบการใช้ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ในฝ่ายวินโดวส์เป็นเสมือนบ้านของ เรา ที่เราอาศัยอยู่ด้วยความสะดวกสบาย รู้สึกคุ้นเคย อาจจะมีความขัดแย้งบ้างเป็นพัก ๆ นำมาเทียบกับการโยกย้ายไปใช้ ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ก็คล้ายกับการออกเดินทางไปสู่สถานที่แห่งใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ดังนั้นเพื่อการเดินทางที่ ราบรื่นปราศจากอุปสรรค แน่นอนว่าจะต้องมีการเตรียมตัวกันบ้างเป็นธรรมดาเช็คลิสต์ 10+1 ข้อ ก่อนออกเดินทาง ถ้า คุณไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนซักแห่งไกล ๆ และเป็นที่ ๆ คุณไม่เคยไปมาก่อนคุณจะรู้สึกอย่างไรบ้าง คุณคงต้องเตรียมการต่าง ๆ ให้ดีที่สุดใช่มั๊ยครับ คุณอาจจะทำเช็คลิสต์ขึ้นซักแผ่นหนึ่งเขียนสิ่งที่คุณคิด ว่าสำคัญ และจำเป็นต่อการเตรียมตัวทั้งหมดลงไปเป็นข้อ ๆ จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบความพร้อมทีละข้อ ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ได้หลงลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป แน่นอนครับบางข้อคุณอาจจะต้องทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก หากเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หรือ การเดินทางของคุณไกลและเสี่ยงอันตรายมาก ( อย่างเช่น น่าซ่าจะส่งมนุษย์อวกาศเดินทางไป
    ดวงจันทร์ )
    การศึกษา และนำระบบปฏิบัติการลีนุกซ์มาใช้งานในองค์กรก็เช่นเดียวกัน คุณลองร่าง เช็คลิสต์ของคุณไปพร้อม ๆ กันนะครับ
    1. จุดประสงค์ของการเดินทางคืออะไร เช่น เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนคลายเครียด เดินทางไปขุดทอง บุกเบิก ค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ให้ชีวิต หรือ เดินทางไปทำงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จุดประสงค์ของการนำลีนุกซ์ มาใช้ของคุณคืออะไร ลองเล่น ๆ สนุก ๆ ไม่คาดหวังอะไรมาก หรือต้องการนำมาใช้งานอย่างจริงจัง

    2. จุดหมายของการเดินทางจะไปที่ไหนถ้า หากเป็นการเดินทางท่องเที่ยวก็ต้องกำหนดสถานที่ท่องเที่ยว ที่จะไป จะเป็นป่าเขา ทะเลหรือเมืองต่างๆ รูปแบบอาจจะเป็นแบบช๊อปปิ้งชมวิวทิวทัศน์ ผจญภัย ศึกษาประวัติศาสตร์ จุดหมายของการศึกษาลีนุกซ์ก็เช่นเดียวกัน ต้องมี
      เป้าหมายอย่างไรบ้าง เช่น นำไปใช้งานเดสทอปต่างๆ ใช้งานทดแทนเซิร์ฟเวอร์ระบบเดิมให้
      มากที่สุด ต้องการเขียนโปรแกรม สร้างแอปพลิเคชั่น พัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ หรือจะ
      แฮดโค๊ดของลีนุกซ์ให้ถึงแก่นกันไปเลย จุดหมายที่กล่าวงถึงเหล่านี้แท้ที่จริงก็คือ เป้าหมายที่ ชัดเจนของการนำลีนุกซ์มา ใช้งานนั่นเอง

    3. ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง เมื่อทราบจุดหมายของการเดินทางแล้ว จะมีวิธีใดบ้าง ที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นบ้าง ทางรถ ทางเรือ หรือทางเครื่องบิน หากเป็นทางรถยนต์ก็อาจจะมี เส้นทางให้เลือกหลายทาง เส้นทางช่วงใดบ้างที่สภาพเส้นทางไม่ปลอดภัย ต้องระมัดระวัง จุดใดจะพักรถเติมน้ำมันได้บ้าง หากมีการตรวจสอบสภาพเส้นทางก่อนจะช่วยให้ปลอดภัย ไม่เสียเวลา และค่าใช้จ่าย สำหรับการนำลีนุกซ์ไปใช้งานในองค์กรนั้น มีโซลูชั่นใดบ้างที่มีความเป็นไปได้ มีความเหมาะสมกับความต้องการและปัจจัยรอบข้างขององค์กร มีลำดับขั้นตอน และแนวทางการปรับเปลี่ยน เข้าสู่องค์กรได้อย่างไรบ้าง โซลูชั่นเหล่านี้ควรมีการศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้า

    4. วางแผนด้านงบประมาณ เรื่องเงินทองเป็นของสำคัญ ก่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยว หรือไปติดต่อธุรกิจ จะต้องจัดเตรียมงบประมาณฉันใด การลงทุนเพื่อนำลีนุกซ์ไปใช้งานก็ฉันนั้น หากเลือกเดินทางด้วยรถธรรมดา อาจจะประหยัดกว่าแต่ก็เสียเวลาเดินทางนาน แต่ถ้าเลือกรถเร็วหรือรถด่วนพิเศษก็จะช่วยให้ประหยัดเวลาได้มาก หากไม่รีบร้อนนักก็อาจจะศึกษาลีนุกซ์ทีละเล็กทีละน้อย ( ในระยะแรก ๆ แฮคเกอร์ที่เล่นลีนุกซ์นิยมใช้วิธีนี้กัน ) แต่ถ้าต้องการประหยัดเวลาก็อาจจะเข้าคอร์สอบรมตามสถาบันต่าง ๆ ที่เปิดอบรมอยู่ หรือรวดเร็วกว่านั้นก็อาจจะ จ้างเหมาบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาวางระบบพร้อมกับฝึกอบรมพร้อมกันไปเลย แต่นั่นก็หมายถึงการเดินทางด้วย เครื่องบินชั้น Business Class แล้วครับ สำหรับเรื่องของงบประมาณ รวมไปถึงมูลค่าของผลตอบแทนต่อการ ลงทุนนั้นในต่างประเทศจะให้ความสำคัญมากกว่าเมื่อเทียบกับในบ้านเรา

    5. เช็คสภาพพาหนะและผู้ขับขี่ บ่อยครั้งที่เราออกเดินทางโดยละเลยเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพราะถ้าพาหนะ มีปัญหา หรือผู้ขับขี่ขาดความพร้อม ย่อมทำให้การเดินทางไม่เป็นไปตามที่กำหนดเอาไว้ และอาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ สำหรับการศึกษาลีนุกซ์แล้ว ผู้เริ่มศึกษา
      ลีนุกซ์ควรมีการเตรียมความพร้อมของตนเองเสียก่อน โดยอาจจะปรึกษาผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ที่ศึกษาและใช้งานลีนุกซ์มาก่อน ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร มีหนังสือ ตำรา เอกสารใดบ้างที่ควรอ่าน อาจจะ ใช้วิธีสอบถามจากผู้รู้ตามเว็บบอร์ด หรือ ยูสเน็ต หรือยึดถือหลักสูตรของสถาบันที่เปิดอบรมลีนุกซ์เป็นแผนในการเดินทาง ของคุณก็ได้ ก่อนที่ผู้เขียนจะสอบ RHCE ก็ฝึกฝนวิทยายุทธด้วย RHCE Preparation Guide ของ Red Hat เช่นกัน สำหรับแนวทางการศึกษา
      ลีนุกซ์ให้ได้ผลนั้นผู้เขียนจะนำมาแจกแจงโดยละเอียดกันในโอกาสต่อไป

    6. จัดโปรแกรมทัวร์ หมายกำหนดการออกเดินทาง จุดแวะพัก สถานที่ท่องเที่ยว และ หน้าที่รับผิดชอบของสมาชิกทัวร์ ทุกคน ควรมีการจัดการไว้ล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อความเรียบร้อยตลอดทริป การนำลีนุกซ์เข้ามาใช้ในองค์กรก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการโครงการ กำหนดผู้รับผิดชอบขึ้นดูแลงานส่วนต่าง ๆ กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน กำหนด กลุ่มผู้ใช้ในโครงการนำร่อง กำหนดเวลาและวิธีการประเมินผล สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโครงการ พัฒนาลีนุกซ์ในองค์กรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสะท้อนไปถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีกด้วย

    7. หาเพื่อนร่วมทาง เมื่อเดินทางไปที่ไหนไกลๆ หากมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยก็จะช่วยให้อุ่นใจ ไม่เหงา มีปัญหาอะไร เกิดขึ้นก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ไขปัญหากันได้ ยังไงก็ต้องดีกว่าเดินทางไปคนเดียวแน่นอน ตั้งแต่ยุคแรกที่เริ่มมีการนำลีนุกซ์ มาใช้งานกัน เพื่อนที่ช่วยแก้ไขปัญหา แนะนำและเผยแพร่การประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ นั้นจะมาจากสังคมที่แฝงอยู่ในเครือ ข่ายอินเตอร์เน็ต ในระยะต่อมาการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ เริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มผู้ใช้ หรือ User Group แต่ก็ยัง อาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง ปัจจุบันมีบริษัทที่ทำโซลูชั่นและซัพพอร์ตทางเทคนิคให้แก่สมาชิกเพิ่มขึ้น ตั้งแต่รายเล็ก ๆ ไปจนถึงรายใหญ่อย่าง IBM อย่างไรก็ตามคุณภาพของการให้บริการและซัพพอร์ตเป็นปัญหาที่เราทราบกันดีว่า อยู่ในระดับ ที่เราคงจะวางใจไม่ได้ทั้งหมด และยังคงต้องพึงพาตนเองอยู่นั่นเอง เมื่อนำลีนุกซ์เข้ามาในองค์กรโดยไม่มีการสนับสนุนทาง เทคนิคภาระจึงตกอยู่ที่บุคคลากรฝ่ายไอที ปัญหานี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องพิจารณาให้ดี และสร้างความรู้ความเข้าใจให้ตรง กันระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ

    8. เตรียมตัวสำหรับความแตกต่าง การเดินทางไปยังสถานที่อื่นที่เราไม่คุ้นเคย ย่อมมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนไปไม่เหมือน กับที่เคยพบมาก่อน เช่น ภาษาท้องถิ่น ภูมิอากาศ วิถีการดำเนินชีวิต อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและเวลาที่แตกต่างกัน(ในต่างประเทศ) ขนบธรรมเนียมประเพณี ฯลฯ. การเปลี่ยนมาใช้งานระบบลีนุกซ์ก็เช่นกันย่อมมีความแตกต่างจากที่เคยเป็นอยู่ คุณต้องใช้ความจำ มากกว่าเดิม เพื่อจดจำคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์ คุณจะใช้เมาส์น้อยลง แต่ต้องใช้แป้นพิมพ์เพิ่มขึ้น คุณต้องสนใจเรื่องการเขียน โปรแกรมมากขึ้นกว่าเดิม คุณจะต้อง
      ปรับตัวไม่น้อยเลยแต่มันก็เป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อยเช่นกัน

      Bon Voyage
      การเริ่มต้นนำระบบปฏิบัติการลีนุกซ์มาใช้ในองค์กรมีประเด็นต่าง ๆ มากมายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่แตกต่างอะไรกับการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง หากมีความพร้อมและทราบถึงอุปสรรคที่จะต้องประสบก็คงจะไม่ยากที่จะเตรียมการ ป้องกัน อย่างไรก็ตามความรู้ และความเข้าใจของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับในองค์กรถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะ ช่วยให้เกิดความสำเร็จตามแผนพัฒนาที่ทุกฝ่ายต้องการ หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้แนวทางที่จะนำลีนุกซ์มาใช้งานกันอย่างเป็นรูปธรรม มากยิ่งขึ้น ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะครับ

    คุยเรื่องซอฟต์แวร์เสรี กับ ดร.ริชาร์ด สตอลล์แมน

    ผมคิดว่าผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กันในแบบเกาะติดจริงจังเท่านั้น ที่อาจจะพอนึกออกหรือรู้จักว่า ริชาร์ด สตอลล์แมน เป็นใคร แม้กระทั่งตัวผู้ร่วมพูดคุยกับตัวสตอลล์แมนเองในครั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า เพิ่งเคยจะได้ยินชื่อของเขา พร้อมกับแนวคิดที่เรียกได้ว่างดงาม แลดูกบฏอยู่ในที มาได้เป็นเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งปีเท่านั้นเอง



    Richard Stallman

       หนังสือ "ล่าแฮกเกอร์ป่วนโลก” ที่ผมได้รับมาจากเพื่อนคนหนึ่งนั้น ดูจากชื่อก็คงจะพอบอกได้ว่าเป็นเรื่องราวการติดตามสอบสวนการเจาะระบบเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ตที่ตื่นเต้นน่าติดตามทีเดียว เหตุการณ์ตามหนังสือเป็นเหตุการณ์จริง แม้ว่าจะต้องปิดบังชื่อผู้กระทำผิดบางคนไว้ด้วยการเรียกชื่ออื่น แต่ก็ยังคงมีชื่อสถานที่เละบุคคลอีกส่วนหนึ่งที่เป็นชื่อจริง นับว่าเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและความสมจริง เพียงแค่บทที่สาม ชื่อของ Free Software Foundation หรือที่ผมตั้งชื่อให้เองว่า สำนักซอฟต์แวร์เสรี ซึ่งตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ตต์ กับชื่อของริชาร์ด สตอลล์แมน ก็โดดเด่นออกมาในชื่อฐานะผู้ก่อตั้งสำนักที่คัดค้านหัวชนฝาที่จะให้มีการใช้ ระบบจัดการความปลอดภัย ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนัก ด้วยการให้มีการขอใช้รหัสผ่าน เนื่องจากการรบกวนของ "แครกเกอร์” (Cracker) ที่เข้ามาลบโปรแกรมและใช้เป็นทางผ่านเพื่อเจาะเข้าไปยังระบบเครือข่ายอื่นๆ ไม่ใช่สตอลล์แมนจะสนับสนุนพฤติกรรมการเจาะเข้าไปทำลายเครือข่ายของพวกแครก เกอร์แต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะว่า เขาไม่อยากจะใช้กฏเกณฑ์ "ตัดสิน” ใคร ทำให้เมื่อเสียงข้างมากของสำนัก ตัดสินใจให้ผู้ที่จะเข้าใช้เครือข่ายจากภายนอกต้องขอ "รหัสผ่าน” เพื่อเข้าใช้ เขาถึงกับตัดสิทธิ์ตนเองโดยการไม่ขอรหัสผ่านเข้าใช้ นั่นเท่ากับทำให้ริชาร์ด สตอลล์แมน เข้าใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ตนเองเป็นผู้ก่อตั้งและมีตำแหน่งเป็นถึง ประธานกรรมการไปโดยปริยาย
    "ตัดสิน” ใคร ทำให้เมื่อเสียงข้างมากของสำนัก ตัดสินใจให้ผู้ที่จะเข้าใช้เครือข่ายจากภายนอกต้องขอ "รหัสผ่าน” เพื่อเข้าใช้ เขาถึงกับตัดสิทธิ์ตนเองโดยการไม่ขอรหัสผ่านเข้าใช้ นั่นเท่ากับทำให้ริชาร์ด สตอลล์แมน เข้าใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ตนเองเป็นผู้ก่อตั้งและมีตำแหน่งเป็นถึง ประธานกรรมการไปโดยปริยาย
    "ล่าแฮกเกอร์ป่วนโลก” ที่ผมได้รับมาจากเพื่อนคนหนึ่งนั้น ดูจากชื่อก็คงจะพอบอกได้ว่าเป็นเรื่องราวการติดตามสอบสวนการเจาะระบบเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ตที่ตื่นเต้นน่าติดตามทีเดียว เหตุการณ์ตามหนังสือเป็นเหตุการณ์จริง แม้ว่าจะต้องปิดบังชื่อผู้กระทำผิดบางคนไว้ด้วยการเรียกชื่ออื่น แต่ก็ยังคงมีชื่อสถานที่เละบุคคลอีกส่วนหนึ่งที่เป็นชื่อจริง นับว่าเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและความสมจริง เพียงแค่บทที่สาม ชื่อของ Free Software Foundation หรือที่ผมตั้งชื่อให้เองว่า สำนักซอฟต์แวร์เสรี ซึ่งตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ตต์ กับชื่อของริชาร์ด สตอลล์แมน ก็โดดเด่นออกมาในชื่อฐานะผู้ก่อตั้งสำนักที่คัดค้านหัวชนฝาที่จะให้มีการใช้ ระบบจัดการความปลอดภัย ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนัก ด้วยการให้มีการขอใช้รหัสผ่าน เนื่องจากการรบกวนของ "แครกเกอร์” (Cracker) ที่เข้ามาลบโปรแกรมและใช้เป็นทางผ่านเพื่อเจาะเข้าไปยังระบบเครือข่ายอื่นๆ ไม่ใช่สตอลล์แมนจะสนับสนุนพฤติกรรมการเจาะเข้าไปทำลายเครือข่ายของพวกแครก เกอร์แต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะว่า เขาไม่อยากจะใช้กฏเกณฑ์ "ตัดสิน” ใคร ทำให้เมื่อเสียงข้างมากของสำนัก ตัดสินใจให้ผู้ที่จะเข้าใช้เครือข่ายจากภายนอกต้องขอ "รหัสผ่าน” เพื่อเข้าใช้ เขาถึงกับตัดสิทธิ์ตนเองโดยการไม่ขอรหัสผ่านเข้าใช้ นั่นเท่ากับทำให้ริชาร์ด สตอลล์แมน เข้าใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ตนเองเป็นผู้ก่อตั้งและมีตำแหน่งเป็นถึง ประธานกรรมการไปโดยปริยาย
        ความมั่นคงต่อความคิดของตนเองของริชาร์ด สตอลล์แมน ที่ถูกถ่ายทอดลงในหนังสือ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ผมจำได้จากหนังสือเล่มนั้น และเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง ข่าวคราวการเดินทางมาบรรยายทางวิชาการของริชาร์ด สตอลล์แมน ก็ถูกจัดให้มีขึ้นในเมืองไทย อีกทั้งยังได้มีการจัดให้มีการพบปะพูดคุยเป็นรอบพิเศษสำหรับสื่อมวลชนอีก ด้วย เรื่องน่าสนใจเช่นนี้ทำให้ผมไม่รีรอที่จะตอบตกลง การพูดคุยเกิดขึ้นหลังจากวันที่สตอลล์แมนได้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และเป็นการพูดคุยในรูปแบบที่ "ไม่เป็นทางการ” อย่างที่สุด โดยเน้นการพูดคุยไปที่ความหมายของ ซอฟต์แวร์เสรีหรือ Free Software ที่ตัวของเขาเองเป็นต้นแบบความคิด และผมก็พบว่านอกจากความมั่นคงทางด้านแนวคิดที่จะไม่ "ตัดสิน” ผู้อื่นด้วยมาตรฐานของตนเองแล้ว ความคิดเสรีเรื่องซอฟต์แวร์เสรี ของ ริชาร์ด สตอลล์แมน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันทีเดียว
    ริชาร์ด สตอลล์แมน คือ ...? (ภาคต้น)
       ก่อนที่จะได้พูดคุย กับริชาร์ด สตอลล์แมน ตัวจริง เราได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจตรวจดูประวัติของเขา ที่ www.stallman.org ทำให้ได้ทราบว่า ริชาร์ด สตอลล์แมน ถือกำเนิดที่ แมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2496 ก่อนที่จะมาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อปี พ.ศ. 2517 ในระหว่างที่เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่นั้น เขาได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครใน ห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Inteligence Lab.) ของ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ (MIT) ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน ทำให้เมื่อเขาจบการศึกษาออกมาแล้ว เขาจึงได้เข้ามาทำงานใน MIT ใน ฐานะโปรแกรมเมอร์ (แทนที่จะไปเป็นนักฟิสิกส์)

        ชีวิตการทำงานของริชาร์ด สตอลล์แมน เริ่มด้วยการเป็นโปรแกรมเมอร์และแฮกเกอร์ (ผู้ที่ท่องไปในระบบเครือข่ายแต่มิได้ทำลายระบบนั้นๆ ที่พวกเขาหาหนทางเจาะเข้าไปได้ มิหนำซ้ำยังส่งรายละเอียดข้อบกพร่องไปยังเจ้าของระบบนั้นๆ อีกด้วย) ช่วยให้เขาได้พัฒนาการเขียนระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ อีกทั้งซอฟต์แวร์ใช้งานขึ้นมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นระบบปฏิบัติการและ ซอฟต์แวร์ที่มีลักษณะซอฟต์แวร์เสรีทั้งสิ้น นับตั้งแต่เมื่อเขาจบการศึกษามาได้เพียงหนึ่งปี ระบบปฏิบัติการ GNU (อ่านว่า กะ-นู) อันเป็น "ระบบปฏิบัติการเสรี” ก็ได้เริ่มเกิดขึ้นซึ่งทำให้เขาต้องถอนตัวออกจาก MIT และตั้งสำนักซอฟต์แวร์เสรีขึ้นในปี พ.ศ. 2527 ต่อมาระบบปฏิบัติการนี้ก็สำเร็จออกมาใช้ เมื่อสิบปีที่ผ่านมา ในชื่อของระบบปฏิบัติการ GNU/Linux (เป็นที่น่าเสียดายว่าทุกๆคนมักจะรู้จักกันแต่ในชื่อ Linux)

        บางคนอาจจะสงสัยว่า เหตุใดผมจึงตั้งชื่อเรื่องว่า ”คุยเรื่องซอฟต์แวร์เสรี กับ ดร.ริชาร์ด สตอลล์แมน” ทั้งๆที่เขาจบการศึกษาเพียงปริญญาตรี นั่นเป็นเพราะว่าเราเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่การได้รับปริญญาดุษฎี บัณฑิตกิติมศักดิ์ จากราชวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งสวีเดน ซึ่งสตอลล์แมนได้รับมาเมื่อ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายรางวัลเกียรติยศอื่นๆ ที่เขาได้รับ เช่น ปี 2533 เขาได้รับรางวัล ”บุคคลอัจฉริยะ” จากมูลนิธิ แมคอาเธอร์ ปี 2534 รับรางวัล เกรซฮอบเปอร์ จากสมาคมคอมพิวเตอร์ในอเมริกา รางวัลทางด้านการค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ จากมูลนิธิความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับ ลินัส ทอร์วาลด์ ในปี 2541 เป็นต้น

        ปัจจุบัน ริชาร์ดสตอลล์แมน อายุ 48 ปี เป็นชายผิวขาว ร่างใหญ่ ผมยาว หนวดเครายาว พูดภาษาอังกฤษด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน มีดวงตาที่สดใสและจะแจ่มใสมากขึ้นเมื่อกล่าวถึงเสรีภาพของซอฟต์แวร์ และยังเป็นคนที่ไม่นิยมการใส่สูทและผูกเน็คไทอยู่เช่นเดิม

        บ่ายวันที่ริชาร์ด สตอลล์แมน นั่งลงคุยกับเราเขามาในชุดเสื้อยืดสีแดง กางเกงขาสั้นพร้อมขลุ่ยเรคคอร์เดอร์ในมือ อีกหนึ่งเลาเท่านั้น

    จุดเริ่มต้นของซอฟต์แวร์เสรี-Free Software
       "ไอเดียของซอฟต์แว ร์เสรีคือ เรื่องของอิสระภาพและความร่วมมือกันของกลุ่มคน นั่นคืออิสระที่ผู้ใช้จะได้อิสระในการใช้งานซอฟต์แวร์ ศึกษาดูว่ามันทำงานอย่างไร ปรับเปลี่ยนมันได้ แล้วก็จำหน่ายจ่ายแจกรูปแบบของซอฟต์แวร์ที่เขาเปลี่ยนแปลงแล้วนั้นได้ด้วย โดยแบ่งปันกันได้ในกลุ่มผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ด้วยกัน อันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสะบาย แต่สามารถใช้เป็นหลักการทั่วไปที่ทุกผู้ทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ต้องได้รับ อนุญาตให้ทำสิ่งนี้ได้ การที่คุณจะให้สิทธิกับใครอีกหลายคนคุณต้องทำได้ ในฐานะที่คุณเป็นมนุษย์คนหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิด ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ใช่มนุษย์ แต่คุณอยู่ในสังคมของ "ผู้ใช้" คอมพิวเตอร์ คุณก็ควรจะได้รับอิสระตรงนี้ด้วย”

        "ให้คุณคิดถึงกระบวนการซอฟต์แวร์เสรีนี้เหมือนกับสูตรอาหาร พวกคุณทำครัวกันบ้างไหม? คุณเคยได้รับสูตรอาหารจากเพื่อนบ้างรึเปล่า? คุณเคยลอกสูตรอาหารแจกให้กับเพื่อนรึเปล่า? คุณเคยเปลี่ยนสูตรอาหารที่ได้มาเพราะทำแล้วไม่ถูกปากคุณหรือไม่? เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นว่า คุณได้สูตรอาหารมา คุณทดลองเปลี่ยนแปลงสูตรให้เป็นแบบของคุณ คุณลงมือทำอาหารตามสูตรใหม่ของคุณให้เพื่อนๆของคุณทาน แล้วก็มีคนนึงบอกว่า อาหารนี้อร่อยดีขอสูตรให้ฉันได้ไหม คุณก็เลยเขียนสูตรใหม่ของคุณนั้นให้เพื่อนคนนั้นไป ก็เปรียบได้กับเรื่องการแบ่งปันซอฟต์แวร์แบบที่ผมพูดถึง เพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมีความคล้ายคลึงกับสูตรอาหารอยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็นการรวบรวมเอากระบวนการขั้นตอนหลายๆอย่าง เพื่อมาทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้บรรลุผล ผู้คนจะแบ่งปันโปรแกรมเหมือนกับที่เขาแบ่งปันสูตรอาหาร เพราะไม่ใช่ว่าทุกโปรแกรมที่เขียนขึ้นมานั้นจะใช้งานได้เหมาะสมลงตัวกับผู้ ใช้ทุกคน เพราะฉะนั้นผู้ใช้จึงต้องการที่จะปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้ใช้งานได้ลงตัวกับ งานของเขา เหมือนกับที่พวกเขาเปลี่ยนสูตรอาหาร เพื่อให้ปรุงออกมาแล้วถูกปากพวกเขามากขึ้น”

        "ในช่วงปี 1970 ผมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคม (Community) ของเหล่าโปรแกรมเมอร์ที่มีการแบ่งปันซอฟต์แวร์ให้กันและกัน ผมจึงมัประสบการณ์ดีๆ เกี่ยวกับการกระทำเช่นนี้ แต่ในที่สุด กลุ่มสังคมนี้ก็พบจุดจบ ผมถูกบีบให้ออกมาอยู่ในในสังคมที่ใช้ซอฟต์แวร์ทั่วไป (ที่ถูกจำกัดการเปลี่ยนแปลงและการแจกจ่ายแบ่งปัน) ผมมองดูแล้วรู้สึกแย่ รู้สึกว่านี่มันเลวร้าย นี่มันเป็นวิถีชีวิตที่ห่วย ลองนึกดูว่า คุณย้ายไปอยู่ประเทศใหม่แล้วคุณพบว่าที่นั่นการเปลี่ยนแปลงและการแบ่งปัน สูตรอาหารกลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายคุณจะต้องช็อกแน่ๆ คุณจะต้องบอกตัวเองว่า นี่มันแย่มากๆ ใครอยากจะมีชีวิตอยู่แบบนี้บ้าง ก็เหมือนกับที่ผมรู้สึกเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เราทำอะไรกับ ซอฟต์แวร์ไม่ได้เลย (ยกเว้นซื้อมันมาใช้) ผมคิดว่ามันผิดศีลธรรมเลยด้วยซ้ำ น่าขยะแขยง ผมไม่อยากจะดำเนินชีวิตแบบนี้ และผมจะไม่ใช้ชีวิตแบบนั้นแน่ๆ”

        กลุ่มสังคมที่สตอลล์แมนพูดถึงก็คือกลุ่มของโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานในห้อง ปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ของเอ็มไอที ที่กล่าวกันว่าในยุคที่เขาทำงานอยู่นั้นแต่ละคนไม่มีคอมพิวเตอร์เฉพาะเป็น ของตนเอง สามารถนั่งลงทำงานที่คอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ที่ว่างงานอยู่ ดังนั้น จึงไม่มีรหัสผ่านหรือการป้องกันภายใน อีกทั้งยังมีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันซอฟต์แวร์ระหว่างผู้ทำงานด้วยกันอย่างเต็ม ที่อีกด้วย

        เมื่อเขามีความตั้งใจจะใช้ระบบซอฟต์แวร์เสรีแล้ว เขาจึงต้องเริ่มเขียนระบบปฏิบัติการเสรีขึ้นมารองรับการใช้งานกับซอฟต์แวร์ เหล่านี้บนเครื่องคอมพิวเตอร์อีกด้วย

        "เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ผมจะใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องยุ่งกับชีวิตที่ย่ำแย่ แบบนั้นก็คือ ต้องเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นมาใหม่ (ด้วยตัวเอง) ทั้งระบบ ไม่ใช่ 2-3 โปรแกรม นั่นจึงเป็นการเริ่มต้นของผม...เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนตัวเก่าทุกตัวทุกแบบ ซึ่งขั้นแรกเลยต้องเขียนระบบปฏิบัติการตัวใหม่ขึ้นมา เพราะว่าจะใช้คอมพิวเตอร์มันก็ต้องมีระบบปฏิบัติการ ถ้าไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถเล่นโปรแกรมอะไรได้ ถ้าจะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีซอฟต์แวร์เสรี เราต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่เป็นเสรีด้วย ดังนั้นเราจึงเขียนระบบปฏิบัติการที่ชื่อ GNU ขึ้นมา”

        "เราเริ่มเขียนระบบปฏิบัติการขึ้นใน พ.ศ. 2527 มาใกล้เสร็จเอาช่วง 2534-2535 ซึ่งยังมีอีกส่วนสำคัญที่ขาดหายไป ซึ่งก็มีโปรแกรมเมอร์จากฟินแลนด์เขียนส่วนสุดท้ายนี้ให้ระบบสมบูรณ์กลายเป็น ระบบ GNU/Linux หรือ GNU+Linux ขึ้นมา ซึ่งระบบปฏิบัติการนี้ในปัจจุบัน มีผู้ใช้อยู่ 20 ล้านคนทั่วโลก แต่คนมักจะเข้าใจผิดว่า ระบบปฏิบัติการนี้ชื่อ Linux แล้ว GNU เป็นเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการสร้างซึ่งการเรียกระบบปฏิบัติการว่า Linux อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจไม่ชัดเจนนักจึงอยากให้เรียกว่า GNU/Linux นั่นจะทำให้คนไม่สับสนเมื่อได้นึกถึงประวัติและจุดมุ่งหมายจริงๆของระบบ”



    ซอฟต์แวร์เสรีที่ไม่ใช่ของฟรี
       ด้วยภาษาอังกฤษที่มี หลากความหมาย คำว่า Free Software อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าต้องเป็นซอฟต์แวร์ที่สำหรับแจกฟรีเท่านั้น หรือดาวน์โหลดได้ได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ตเท่านั้นหรือ แต่จริงๆแล้วคำว่า Free ในชื่อภาษาอังกฤษนั้น เป็นคำย่อมาจาก Freedom ที่หมายถึงเสรีภาพมากกว่า

        "คำว่า Free ในภาษาอังกฤษนั้น ตีความได้หลายความหมาย ความหมายนึงคือไม่มีราคา แจกฟรี ส่วนอีกความหมายหนึ่งก็คือ อิสรภาพ”

        "สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องของซอฟต์แวร์เสรีก็คือ การเคารพในเสรีภาพของผู้อื่น การยอมให้ผู้อื่นได้มีอิสระเสรี มีอิสระที่จะร่วมไม้ร่วมมือกับผู้อื่น มันก็มีเหมือนกับที่บางคนได้ซอฟต์แวร์เสรีไปโดยไม่ต้องรับเงินอย่างเช่น เพื่อน Copy มาให้ มันอาจจะถูกกฏหมายด้วยซ้ำ ผมก็คิดว่ามันยังไม่เป็นเรื่องผิดถ้าคุณจะ Copy ข้อมูลสำคัญบางอย่างให้เพื่อนนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของมิตรภาพ แต่ถ้าเป็นซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าข่ายซอฟต์แวร์เสรีคุณทำแบบนั้น คุณถือว่าทำอาชญากรรม ถือว่าทำผิดต่อกฏหมายทั้งๆ ที่เป็นการแบ่งปันกันระหว่างมิตร ซึ่งนั่นเป็นเรื่องแย่มาก กฏหมายพวกนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องถูกต้องนัก”

        "ซอฟต์แวร์เสรีนั้นคุณจะต้องเข้าถึง Source Code ได้ เพื่อดูว่ามันทำงานได้อย่างไรบ้าง นั่นเป็นข้อบังคับหนึ่งที่ซอฟต์แวร์เสรีทุกตัวจะต้องมีคือ เข้าถึง Source Code ได้”

        "ซอฟต์แวร์ที่ขายๆกันอยู่นั้น ผู้เขียนโปรแกรมอาจจะบอกคุณว่า มันทำงานเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งอย่าง แต่ว่ามันยังทำอย่างอื่นได้แบบลับๆ ซึ่งคุณคงไม่ชอบถ้าคุณรู้ว่ามันทำอะไรบ้าง อย่างเช่น มันอาจจะบันทึกไว้ว่าคุณใช้มันทำอะไรบ้างแล้วหลังจากนั้นส่งรายงานไปยัง Central Internet Site ซึ่งมันกำลังสอดแนมอยู่ว่า ลูกค้าของมันเองทำอะไรบ้าง ซึ่งคุณจะไม่รู้เลย (รู้ได้ยากมาก) เพราะคุณไม่สามารถเข้าถึงระบบการทำงานของซอฟต์แวร์ที่ไม่เสรี แต่ถ้าเป็นซอฟต์แวร์เสรี คุณเช็คดูได้เลยว่า มันทำอะไรได้บ้าง อันนี้เป็นกลเม็ดเด็ดพรายที่นักพัฒนาโปรแกรมพยายามจะหลอกลวงและปิดบังจากผู้ ใช้ (USER)”

        "และถึงแม้ว่าจะมีผู้พัฒนา Source Code โปรแกรมที่ไม่ได้เล่นเล่ห์อะไรกับผู้ใช้ก็ตาม โปรแกรมนั้นก็อาจจะมี Bug อยู่ภายใน ซึ่งถ้าผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ก็จะค้นหา Bug ได้พบและทำการแก้ไขได้”

        "ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายในทุกวันนี้ ยังแนะนำว่า คุณควรจะใช้ซอฟต์แวร์เสรี สำหรับโปรแกรมอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย เพราะว่าซอฟต์แวร์เสรีที่คุณใช้จะอนุญาตให้คุณเข้าไปดูรายละเอียดการทำงาน ได้เพื่อดูว่ามันมีจุดอ่อนหรือไม่ ถ้าหากไม่พบ คุณก็จะยิ่งเชื่อถือโปรแกรมนี้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ทั่วไป จะเป็นความลับไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบได้ คุณจะไปรู้ได้ยังไงว่าพักพัฒนาโปรแกรมจะไม่ทิ้งช่องโหว่เอาไว้ในนั้น เพราะไม่มีใครมีโอกาสไปตรวจดูได้เลย”

        จากกฏทั้ง 4 ข้อ(ดูรายละเอียดด้านล่าง)ของการจะทำให้ซอฟต์แวร์ที่ใครก็ตามจะเขียนขึ้นมา มีสภาพเป็นซอฟต์แวร์เสรี อาจจะทำให้นักพัฒนาโปรแกรมหลายคน มองไม่ออกว่า ตนเองจะสร้างรายได้จากการเขียนซอฟต์แวร์แบบนี้ตรงไหน แต่สตอลล์แมนก็บอกว่า มีหลายช่องทางที่ใช้หาเงินเลี้ยงชีพจากการเขียนซอฟต์แวร์ได้ อาจจะไม่ได้เงินจากการขายโดยตรงมากนัก แต่น่าจะได้รายได้หลักมาจากการทำหน้าที่บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ ซอฟต์แวร์นั้นๆมากกว่า

        "คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองก็คือ อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง คำถามที่สองคือ จะทำอย่างไรให้โลกทั้งใบเดินไปในวิถีที่ถูกต้องนั้น เรื่องต่อไปที่ต้องรู้ก็คือ มีบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อขายซอฟต์แวร์เสรีแล้ว ที่ Run บน GNU/Linux นี่แหล่ะ ซึ่งก็หาเงินได้เสริมจากการบริการปรึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมนั้นๆ ซึ่งผมเห็นว่ามันจะเป็นทางออกทางด้านการเงินของบริษัทพัฒนาโปรแกรมที่ทำ ธุรกิจซอฟต์แวร์เสรี”

        "การที่คนจะ Copy โปรแกรมของผมจากเครือข่าย ดัดแปลงมันแล้วเอาออกขายในชื่ออื่น เป็นสิ่งที่ทำได้ในสังคมซอฟต์แวร์เสรี ตราบใดที่ไม่ผิดข้อกำหนดของซอฟต์แวร์เสรีทั้งหมด 4 ข้อ”

        "แต่ผู้ที่ทำผิดจริงๆ ก็คือในกรณีที่บางคนพยายามที่จะบีบบังคับคนอื่นคือ ขายก๊อปปี้แล้วแต่ห้ามผู้ใชเข้าถึง Source Code เหล่านั้นต่างหาก”

        "บางคนไปซื้อซอฟต์แวร์เถื่อนจากแหล่งต่างๆ มาใช้แล้วบอกว่าฉันใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้อนุญาตดังนั้นที่ฉันใช้คือ ซอฟต์แวร์เสรี อันนี้ไม่ใช่ เพราะมันไม่มี Source Code มาด้วย เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ พวกทำซอฟต์แวร์เถื่อนแบบนี้ต้องแอบๆ ซ่อนๆขายกัน แต่สำหรับซอฟต์แวร์เสรี เราอยู่บนโลกได้อย่างถูกกฏหมายเต็มที่ เราอนุญาตให้ทุกคนแบ่งปันกันได้อย่างถูกต้อง เราอยู่กันได้ด้วยความร่วมมือกัน โดยไม่ต้องแอบซ่อน”



    แบ่งแยกแล้วปกครอง
       คำถามที่เกิดขึ้นใน บ่ายวันนั้นมีอยู่มากมาย คำถามหนึ่งที่ดูจะเป็นที่น่าสนใจก็คือ มีผู้ถามว่า ถ้าให้สตอลล์แมนได้คุยกับบิลล์เกตต์ เจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ (ไม่เสรี) ยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟต์ (เจ้าของระบบปฏิบัติการ Windows) สตอลล์แมนจะพูดอะไรกับบิล เกตต์บ้าง เขาให้คำตอบที่น่าสนใจว่า

        "ผมไม่มีอะไรจะพูดกับ บิลล์ เกตต์ แต่ผู้คนที่ผมอยากพูดด้วยคือ คนที่อยู่ในบังคับของเขา ผมอยากบอกพวกเขาว่า เอาโซ่ที่ล่ามคอออกเสีย แล้วสู้เพื่ออิสรภาพ”

        "พวกนี้ชอบเขียนโปรแกรมที่บีบบังคับผู้ใช้ให้ได้แต่ใช้ คุณบอกไม่ได้เลยว่ามันทำอะไรบ้างจริงๆ คุณเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ได้ พอคุณแบ่งปันให้เพื่อน พวกเขาก็เรียกคุณว่า ”โจรสลัด” (Pirate) ดูสิพวกเขาเรียกการช่วยเหลือกันฉันท์มิตรว่าเป็นพวกเดียวกับโจรที่โจมตีเรือ ชาวบ้านหรือนี่ บรรทัดฐานทางศีลธรรมมันกลับตาลปัตรไปแล้ว เราคิดว่าการมีศีลธรรมคือ การมีเมตตา การบริจาค ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือผู้ได้ชื่อว่ามิตร ถ้าคุณมีความรู้ที่ช่วยเหลือเพื่อนของคุณได้ คุณต้องสามารถสอนเพื่อนคุณได้ คุณต้องร่วมแบ่งปันความรู้นั้นได้”

        "แต่ใครก็ตามที่พยายามที่จะไม่ให้ผู้คนสอนซึ่งกันและกัน ห้ามไม่ให้ผู้คนแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ผู้นั้นทำตัวเป็นปรสิตของสังคมที่ไม่ควรให้อภัย คนพวกนี้ทำให้ผู้ใช้โปรแกรมนั้นถูกตัดขาดออกจากข้อมูลว่า เกิดอะไรขึ้นกับซอฟต์แวร์บ้าง ถูกบีบให้มีทัศนคติที่เพี้ยนไปในเรื่อง "ถูก” และ "ผิด” ซึ่งก็คือ "ถูก” คือผู้ที่เชื่อฟังนักพัฒนาโปรแกรมมีอำนาจ แต่คุณไม่มีอะไรเลยนอกจากใช้งานโปรแกรมเหล่านั้นไปเฉยๆ อย่างนี้ มันผิดทางจริยธรรมไหม มันบ่งบอกถึง ระบบชนชั้นที่นักพัฒนาโปรแกรมเป็น "เจ้านาย” และคนอื่นๆ มีตัวตนอยู่เพียง "รับใช้”พวกเขาเท่านั้น เหมือนกับระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ”

        "มันเป็นเรื่องผิดที่จะไปแบ่งแยกผู้คนเพื่อปกครองแบบ บีบบังคับ ซึ่งตัวผมเองไม่มีสิทธิทำพฤติกรรมแบบนั้นเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีพ มันเป็นสิ่งเลวร้าย ซึ่งไม่สามารถจะหาข้ออ้างใดๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเช่นนี้ได้เลย ดังนั้น ผมจึงได้บทสรุปว่า ผมไม่สามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ด้วยการเขียนซอฟต์แวร์ที่เอาเปรียบผู้ใช้แบบ นั้นได้ซึ่งการขายโปรแกรมให้ได้เงินดีๆ ก็ยังต้องเขียนโปรแกรมที่มีข้อจำกัดมาก บีบบังคับผู้ใช้มากๆ ก็จะยังได้เงินมาง่ายและได้มาก แต่ถ้าคุณปฏิเสธวิถีชีวิตแบบนั้น คุณต้องการจะอยู่ในเส้นทางชีวิตที่ดีกว่านั้น มันก็มีทางที่จะหาเงินเลี้ยงชีพได้ อย่างแรกที่ผมทำก็คือ ขายก๊อปปี้ของโปรแกรมของผมเอง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะจ่ายเงิน เพราะมีบางคนได้จากเครือข่ายหรือบางคนได้ต่อไปจากคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำกันได้ พูดง่ายๆว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ได้โปรแกรมนี้ไปใช้ไม่ได้จ่ายเงินผม แต่มีบางส่วนที่จ่ายซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม”

        และเขายังบอกอีกว่าหากประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราหรือประเทศอื่นๆ หันมาพัฒนาหรือใช้ซอฟต์แวร์เสรีเป็นหลักในประเทศ ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณไปได้มากทีเดียว

        "การใช้ซอฟต์แวร์เสรีจะทำให้เป็นอิสระจากเรื่องการเสียเงินค่าลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ไปได้มาก ถ้ารัฐบาลไทยบอกว่า เรามาใช้ซอฟต์แวร์เสรีกันเถอะ มันจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ฉลาดมาก ในตอนนี้อาจจะมีงานบางอย่างที่ยังใช้ซอฟต์แวร์เสรีไม่ได้ สิ่งที่ควรทำสำหรับรัฐบาลก็คือ ลงทุน ลงเงินพัฒนาการเขียนซอฟต์แวร์เสรีที่จะนำมาใช้กับงานนั้นๆได้”

    ริชาร์ด สตอลล์แมนคือ...? (ภาคจบ)
       ริชาร์ด สตอลล์แมนพูดถึง ชีวิตของเขาในทุกวันนี้ว่า ตอนนี้เขายังอยู่ที่เคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ตต์ มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายสมถะเพราะว่า

        "ถ้าผมตัดสินใจจะอยู่ในธุรกิจซอฟต์แวร์ทั่วไป ผมอาจจะไม่ได้มีเงินมากมายเท่า บิลล์ เกตต์ แต่ผมคงจะเป็นอยู่สบายมากกว่าทุกวันนี้ หรุหรากว่านี้ เหตุผลเดียวที่ผมไม่ทำแบบนั้น เพราะผมตัดสินใจแล้วว่านั่นมันเป็นทางที่ผิด”

        เขาใช้ชีวิตวัย 48 ปี ที่ยังไม่ได้แต่งงาน (แต่มีเพื่อนหญิงแล้ว) ด้วยการใช้เวลา 2 ใน 3 ของปี ออกไปบรรยายสร้างความเข้าใจเรื่องของซอฟต์แวร์เสรีให้กับผู้คนตามที่ต่างๆ ทั่วโลก

        ริชาร์ด สตอลล์แมน หรือที่ผู้คนในวงการเรียกเขาว่า "RMS” บอกกับพวกเราในบ่ายวันนั้นว่า เขาเพิ่งตกหลุมรักนกแก้วที่สวนนกจูล่ง ประเทศสิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาเสียดายที่ไม่สามารถเลี้ยงนกแก้วได้ เนื่องจากชีวิตที่ต้องเดินทางมากของเขานั่นเอง

        ริชาร์ด สตอลล์แมน ยังคงเป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์อย่างเหนียวแน่น แต่แนวที่เขาอ่านคงไม่เหมือนกับบ้านเรานัก เพราะเมื่อถามถึง อาเทอร์ ซี. คลาร์ก เขาบอกว่าชอบนิยายเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นคือ "Against the Fall of Night” และเมื่อถามถึงนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่พอจะแนะนำได้เขาพูดถึง ริชาร์ด อีแกน (Richard Egan) ขึ้นมาเป็นชื่อแรก

        และสุดท้าย ริชาร์ด สตอลล์แมน พิสูจน์ให้เราเห็นว่า อย่า "ตัดสิน” คนอื่นด้วยความเห็นของตนเอง ด้วยการเป่าขลุ่ยเรคคอร์เดอร์เลาเล็กของเขาเป็นเพลง Bulgarian Folk dance อย่างไพเราะน่าฟัง ซึ่งดูขัดกับบุคคลิกนักคอมพิวเตอร์ที่เก็บตัว และไม่ค่อยสนใจกฏเกณฑ์สังคมมากนักอย่างเขา

        เราประทับใจอีกครั้งเมื่อเขาบอกว่า เขากำลังจะเดินทางไปโรงละครแห่งชาต์เพื่อชมการแสดงโขนและการฟ้อนรำแบบไทย

        "ผมชื่นชอบการได้ชมและฟังงานทางด้านศิลปะวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ที่ผมมีโอกาสไปเยือน”

    ริชาร์ด สตอลล์แมนกล่าวกับเราในที่สุด

    Desktop Effect พัฒนาการอีกขั้นของ Linux

    เป็นเวลานานมากแล้ว ที่ภาพของ Linux ที่เป็นหน้าจอดำๆ มีตัวหนังสือเต็มไปหมด และสั่งงานผ่านคีย์บอร์ดเท่านั้นติดตาของผู้ใช้คอมพิวเตอร์มานาน แม้ว่าทุกวันนี้ Linux จะมีระบบกราฟิกให้ใช้งานได้แล้วก็ตาม แต่คนที่จะใช้งาน Linux ก็ยังคงน้อยอยู่มากๆ ด้วยเหตุผลนานับประการ ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ได้ยินอยู่บ่อยๆคือ “มันไม่สวย” ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนแล้วก็อาจจะจริง แต่ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ผมคงต้องเถียง เพราะนี้ Linux มี Effect ในการแสดงผลที่เป็นลูกเล่นสวยงามแล้ว ซึ่งเรียกว่า Desktop Effect
    สำหรับ Desktop Effect ที่ใช้ใน Linux ที่ผมพูดถึงอยู่นี้ ถูกพัฒนาโดยบริษัท Novell โดยซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแสดงผล Effect นี้มีชื่อว่า Compiz แต่ในภายหลังโครงการถูกแยกออกมาจาก Novell เป็นซอฟต์แวร์อีกตัวหนึ่งซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกัน มีชื่อว่า Beryl ทั้ง Compiz และ Beryl นั้น อาศัยการทำงานของระบบ OpenGL เป็นหลัก ทำให้การประมวลผลในส่วนของ Effect นี้ จะใช้ทรัพยากรของ Graphic card เป็นหลัก ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของคอมพิวเตอร์ลดลงน้อยมาก อีกทั้งการแสดงผลยังนุ่มนวลอีกด้วย และยังสามารถทำงานบนคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆได้อีกด้วย ขอเพียงแค่การ์ดแสดงผลรองรับ OpenGL เป็นพอครับ หากจะลองเปรียบเทียบกันตรงๆกับ Windows Vista แล้ว Linux และ Desktop Effect นั้นกินทรัพยากรน้อยกว่ามาก
    Linux Distribution ไหนที่ใช้ได้บ้าง
    แน่นอนว่า Linux ในโลกนี้มีอยู่หลายค่ายหลายยี่ห้อ แล้วจะเลือกตัวไหนดีให้ใช้งาน Desktop Effect ได้ ซึ่งจริงๆแล้วต้องบอกว่า ตัวไหนก็ได้ ที่มี Xorg เวอร์ชั่น 7.1 ขึ้นไปครับสามารถติดตั้ง Compiz หรือ Beryl เพื่อใช้งานได้เลย หรือในอีกทางเลือกหนึ่งคือ เลือกใช้ Linux ที่รวม Desktop Effect มาให้แล้วในตัว เพื่อความสะดวกในการใช้งานครับ และ Linux Distribution ที่ผมแนะนำให้ลองคือ Ubuntu และ Fedora ครับ ที่จริงแล้วยังมีอีกหลายตัว แต่ผมแนะนำให้ลองสองตัวนี้ครับ
    เปิดใช้งาน Desktop Effect บน Ubuntu
    Ubuntu น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะคุณสามารถทดลองใช้งาน Ubuntu และ Desktop Effect ได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งลงเครื่อง หมายความว่าถ้าคุณลองแล้วไม่พอใจ ก็ไม่ต้องติดตั้ง และขอมูลทั้งหมดภายในเครื่องของคุณก็จะยังคงปลอดภัยเหมือนเดิมทุกประการครับ ถ้าหากคุณเปิด Ubuntu ขึ้นมาแล้ว วิธีเปิดใช้งาน Desktop Effect นั้น ให้คุณไปที่เมนู System > Preferences > Desktop Effects ก็สามารถใช้งานได้ทันทีครับ
    หากคุณกำลังคิดที่จะอัพ เกรดคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของคุณที่รู้สึกว่ามันทำงานช้าเกินไปแล้ว ผมอยากให้คุณหันมาลอง Linux ดูก่อนที่จะต้องเสียเงินในกระเป๋าไปครับ หรือถ้าคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งยังไม่ยอมใช้ Linux ด้วยเหตุผลว่า “ไม่สวย” นี่เป็นโอกาสดีที่จะเปิดใช้ลองใช้ระบบปฏิบัติการ Linux อย่างจริงจังเสียทีครับ

    วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

    Top 30 Nmap ตัวอย่างคำสั่งสำหรับ Sys / Network Admins

    วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

    “Windows 10” ลายระเอียด แต่ละ เวอร์ชัน

    Windows-10_Product-Family-500x281

    Microsoft ได้เปิดเผลยรายละเอียดเวอร์ชันต่างๆ ของ Windows 10 ชิงจะเเบ่งออกเป็นหลายรุ่นที่มีฟิเจอร์แตกต่างกันออกไป โดย Windows 10 จะมีแบ่องออกเป็นทั่งหมด 6 ร่นได้แก่

    Windows 10 Home
    เป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป สำหรับครอบครัวใช้ไดกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป โน๊คบุ๊ค แบบ 2 in 1 แท็บเล็ต

    Windows 10 Mobile
    เป็นระบบปฎิบัติการ ที่ ออกแบบสำหรับโทรศํพท์มือถือรองรับการทำงาน Universal Windows เหมือนกับ Windows 10 บนคอมพิวเตอร์

    Windows 10 Pro
    สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป โน๊ตบุ๊ค โน๊ตบุ๊คแบบ 2 in 1 เหมือนกับรุ่น Home แต่บวกฟังก์ชั่นสำหรับการทำงานเรื่องธุรกิจ มีระบบรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลสำคัญทางธุรกิจ และการทำงานแบบ Remote Desktop แบบเคลื่อนที่ และการใช้งานด้านเทคโนโลยี Cloud ด้วย

    Windows 10 Education
    เป็นระบบปฏิบัติการ Windows สำหรับใช้งานในด้านการศึกษา ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Windowd 10 Enterprise โดยออกแบบสำหรับบุคลากรด้านการศึกษาเช่น เจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ในสถานศึกษา ต่างๆ โดยจะมีให้ลูกค้าผ่านทาง VL สำหรับสถานศึกษา ส่วนผู้ใช้ ภายใต้ Windows 10 Home และ Windows 10 Pro จะได้รับ Windows 10 Education ได้ฟรีทางเว็บไซต์ VLSC

    Windows 10 Mobile Enterprise
    เป็นระบบปฏิบัติการขั้นสูง สำหรับบริษัทและองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยสร้างต่อยอดจากคุณสมบัติทั้งหมดใน Windows 10 Pro เพื่อเพิ่มความปลอดภัยกับ อุปกรณ์ ข้อมูลสำคัญของบริษัท ข้อมูลส่วนบุคคล แอปพลิเคชัน ซึ่งต้องปกป้องจากภัยคุกคามที่มีความรุนแรงบนโลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้ Windows 10 Enterprise ซื้อได้ผ่านทาง Volume Licensing (VL)

    Windows 10 lot Core
    สำหรับพวกอุปกรณ์ราคาประหยัด เช่น gateways เป็นต้น

    MSHoloLens_MixedWorld_LivingRoom_LongBrowser_RGB-500x333

    ขอบคุณภาพ : https://blogs.windows.com/bloggingwindows/2015/01/21/the-next-generation-of-windows-windows-10/
    ทีมา : http://www.it24hrs.com/2015/windows-10-editions-name/

    วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

    An incredibly shrinking Firefox faces endangered species status

    mozilla-firefox-san-francisco-100455024-primary.idge

    Desktop browser continues to bleed user share; combined desktop + mobile share falls under 10%

    Mozilla's Firefox is in danger of making the endangered species list for browsers.

    Just two weeks after Mozilla's top Firefox executive said that rumors of its demise were "dead wrong," the iconic browser dropped another three-tenths of a percentage point in analytics firm Net Applications' tracking, ending February with 11.6%.

    That was Firefox's lowest share since July 2006, when the browser had been in the market for less than two years.

    Firefox 1.0 was released in November 2004, at a time when Microsoft's Internet Explorer (IE) had a stranglehold on the browser space, having driven Netscape -- Firefox's forerunner -- out of the market. Mozilla has been credited with restarting browser development, which had been moribund under IE.

    But Firefox has fallen on hard times.

    In the last 12 months, Firefox's user share -- an estimate of the portion of all those who reach the Internet via a desktop browser -- has plummeted by 34%. Since Firefox crested at 25.1% in April 2010, Firefox has lost 13.5 percentage points, or 54% of its peak share.

    At Firefox's 12-month average rate of decline, Mozilla's desktop browser will slip under the 10% bar in June, joining other third-tier applications like Apple's Safari (with just a 4.8% user share in February) and Opera Software's Opera (1.1%). If the trend continues, Firefox on the desktop could drop below 8% as soon as October.

    The numbers for Firefox were even worse when both the desktop and mobile data are combined.

    Firefox's total user share -- an amalgamation of desktop and mobile -- was 9.5% for February, its lowest level since Computerworld began tracking the metric nearly six years ago, and 3.4 percentage points lower than in July 2014, the last time Computerworld analyzed the data.

    Mozilla faces a double whammy: Its flagship desktop browser continues to bleed share, while the company has been unable to attract a significant mobile audience. Although the company has long offered Firefox on Android and its Firefox OS has landed on an increasing number of low-end smartphone makers' devices, its February mobile share was less than seven-tenths of one percent, about four times smaller than the second-from-the-bottom mobile browser, Microsoft's IE.

    Apple, which had long trailed Mozilla in desktop + mobile browser user share, has leapfrogged its rival because of Firefox's decline: Safari on desktop and mobile had a cumulative 11.8% user share, down half a point from July 2014. More than two-thirds of Apple's total was credited to Safari on iOS.

    Google has been the biggest beneficiary of the losses suffered by Mozilla and to a lesser extent, Apple, adding to its lead over both in February. Last month, it had a combined desktop/mobile user share of 27.6%, 5 percentage points higher than seven months ago.

    Together, the aged stock Android browser and its replacement, Chrome, accounted for 41.5% of all mobile browsers by Net Applications' count. Google's pair remained behind Apple's Safari on mobile, but has narrowed the gap.

    Two weeks ago, Johnathan Nightingale, vice president of Firefox, argued that the browser had a "fierce momentum," citing Mozilla's internal data. Nightingale said that January's desktop download numbers had been "the best they've been in years" and claimed that Mozilla's own numbers showed a tick upward that had not yet been confirmed by third-party measurements.

    Neither Net Applications' data or that from StatCounter, an Irish analytics vendor, supported Nightingale's contention. According to StatCounter, which measures usage share -- how active each browser's users are on the Web -- Firefox on the desktop stood at 18.2% in February, down half a percentage point from the month prior.

    Mozilla, of course, remains committed to Firefox. Last month, Mozilla's CEO Chris Beard announced that the company had combined its cloud services group with the one responsible for Firefox. "We have been exploring how we can integrate client software on desktops and mobile with cloud service approaches to evolve what Firefox can do for people," Beard said.

    Like Nightingale, Beard asserted that Firefox was in good shape. "In the last year, Firefox turned a corner. We achieved positive growth again and dramatically reset our global search strategy," he said, referring to the move late in 2014 when Mozilla dropped Google as its global search partner and signed a five-year deal with Yahoo to make its search engine the default for Firefox in the U.S.

    Popular ResourcesBut third-party measurements, the only available because browser makers don't disclose the number of active users on a regular basis, do not back up Beard's claim that Firefox experienced "positive growth" in 2014.

    Mozilla has also said it will develop an iOS version of Firefox that will run on Apple's iPhone and iPad, but the project has not yet produced a browser suitable for public testing.

    Browsers' desktop and mobile share for Feb. 2015 Data: Net Applications

    Mozilla now stands in fourth place, with less than 10% of the global user share of the combined desktop and mobile market.

    MIT proves flash is as fast as RAM, and cheaper, for big data

    800px-wikimedia_foundation_servers-8055_17-100596212-primary.idge
    40 servers using 10TB of RAM were no faster than 20 using 20TB of flash

    When it comes to high-speed data processing, RAM has always been the go-to memory for computers because it's tens of thousands of times faster than disk drives and many times faster than NAND flash.

    Researchers at MIT, however, have built a server network that proves for big data applications, flash is just as fast as RAM and vastly cheaper.

    In the age of big data, where massive data sets are used to uncover the purchasing trends of millions of people or predict financial market trends based on millions of data points, a single computer's RAM won't do.

    For example, the data needed to process a single human genome requires between 40 and 100 typical computers.

    NAND flash is about a tenth as expensive as RAM and it also consumes about a tenth as much power. So at the International Symposium on Computer Architecture last month, MIT researchers revealed a new system that proved flash memory is just as efficient as conventional RAM, but it also cuts power and hardware costs.

    "Say, we need to purchase a system [to] process a dataset that is 10TBs large. To process it in DRAM, we would need a cluster of about 100 computers, assuming servers with 100GB of DRAM," Arvind Mithal, the Johnson Professor of Computer Science and Engineering at MIT, said in an email reply to Computerworld. "Such a cluster will cost around $400K to build."

    Each server was connected to a field-programmable gate array, or FPGA, a kind of chip that can be reprogrammed to mimic different types of electrical circuits. Each FPGA, in turn, was connected to two 500GB flash chips and to the two FPGAs nearest it in the server rack.

    Networked together, the FPGAs became a fast network that allowed any server to retrieve data from any flash drive. The FPGAs also controlled the flash drives.

    Arvind, as Mithal typically goes by, said to process the same 10TB dataset in flash, only 10 computers -- each with 1TB of flash storage -- would be needed. Even including the cost of FPGA-based accelerator hardware, the total price of the system would be less than $70,000 or so, he said.

    "This price may go down even further if we consider the fact we don't need as much DRAM on each server on a flash based system," Arvind said. "If we use a lower-end server with less DRAM, the system will cost around $40K."

    Maintaining a flash-based system is also much cheaper, he continued, because flash consumes much less power than DRAM, and also because it would require fewer servers. Even when the additional power consumption of flash and FPGA accelerators were factored in, MIT's server network prototype showed that the flash storage device added only about 10% power consumption to the whole system.

    In fact, even without their new network configuration, the researchers showed that if servers working on a distributed computation use disk drives to retrieve data just 5% of the time, performance is the same as if it were using flash.

    For example, 40 servers with 10TB of RAM could not handle a 10.5TB computation any faster than 20 servers with 20TB worth of flash memory. And, the flash would cost less and consume a fraction of the power.

    The researchers were able to make a network of 20 flash-based servers competitive with a network of RAM-based servers by moving some of the computational power off the servers and onto the flash drives' controller chips.

    The researchers used flash drives to preprocess some of the data before passing it back to the servers, increasing the efficiency of the distributed computation.

    "This is not a replacement for DRAM [dynamic RAM] or anything like that," Arvind said.

    Arvind performed the work with a group of graduate students and researchers at Quanta Computer. The research showed there are likely many applications that can replace RAM and take advantage of a flash-based computer architecture's lower cost.

    "Everybody's experimenting with different aspects of flash. We're just trying to establish another point in the design space," Arvind said